Blog

การจ้างแรงงานต่างด้าวในปัจจุบันมีขั้นตอนที่ละเอียดมากขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งตัวนายจ้างเองจะได้ลูกจ้างที่มีคุณภาพ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับทักษะไปจนถึงความประพฤติต่าง ๆ ขณะที่ลูกจ้างก็สบายใจมีงานทำและพบเจอกับนายจ้างที่ดีเช่นกัน ข้อตกลงเกี่ยวกับการนำเข้าแรงงานต่างด้าว หรือ MOU จึงถูกกำหนดขึ้นมา ซึ่งนายจ้างจำนวนมากอาจกำลังสงสัยว่าการเลือกจ้างแรงงานกลุ่มนี้ดียังไง แล้วถ้าสนใจจ้างต้องทำอะไรบ้าง มีคำตอบมาบอกแบบครบถ้วนแล้ว ทำความรู้จักกับ MOU นำเข้าแรงงานต่างด้าว ก่อนจะไปพูดถึงข้อดีอยากให้นายจ้างทุกคนทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำ MOU ของแรงงานต่างด้าวกันสักเล็กน้อย MOU หรือ Memorandum of Understanding การนำเข้าแรงงานต่างด้าวถือเป็นเงื่อนไขสัญญาที่ประเทศไทยได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อให้สามารถนำแรงงานของพวกเขาเข้ามาทำงานกับนายจ้างในเมืองไทยภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในด้านของการจ้างงาน ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็จะมีหน้าที่คัดเลือกแรงงานที่เหมาะสมตามการร้องขอของนายจ้างชาวไทย รวมถึงมีการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดด้วย ข้อดีของแรงงานต่างด้าวกลุ่มนำเข้า MOU 1. ถูกกฎหมายชัวร์ ไม่ต้องกลัวความเสี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อดีอย่างแรกเมื่อคุณตัดสินใจจ้างแรงงานต่างด้าวกลุ่มนำเข้าตาม MOU นายจ้างทุกคนสามารถสบายใจหายห่วงในเรื่องกฎหมายได้แบบ 100% เพราะพวกเขาทั้งหมดปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่างแบบละเอียด ครบถ้วน สามารถทำงานและอยู่อาศัยในเมืองไทยได้ เมื่อทั้งนายจ้างและลูกจ้างเกิดความสบายใจผลลัพธ์ของชิ้นงานที่ออกมาย่อมมีประสิทธิภาพ การเติบโตของธุรกิจมีแนวโน้มในเชิงบวกได้ไม่ยากเลย 2. ได้แรงงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของนายจ้าง ตามขั้นตอนการนำเข้าแรงงานผ่าน...

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมากลุ่มแรงงานต่างด้าวถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ด้วยเหตุผลสำคัญจากการใช้แรงงานทำอาชีพต่าง ๆ ที่บางครั้งคนไทยไม่ต้องการ เช่น งานก่อสร้าง งานแบกหาม งานบริการ ฯลฯ ทั้งนี้ใครที่ยังอาจสงสัยว่าสรุปแล้วแรงงานต่างด้าวคือใคร และสามารถมองหาเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจคุณได้จากที่ไหน การันตีความปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลทั้งหมดอยู่ตรงนี้แล้ว ตอบข้อสงสัย แรงงานต่างด้าวคือใคร แรงงานต่างด้าว คือ บุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่เดินทางเข้ามาเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพของตนเองในราชอาณาจักรไทยโดยอาศัยทั้งความรู้ แรงกาย ทักษะต่าง ๆ ที่ตนเองมีทำงานตามเป้าหมายขององค์กรให้สำเร็จลุล่วง ได้รับค่าจ้างเป็นผลตอบแทน รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น สิทธิ์การรักษาพยาบาล สิทธิ์การลา ค่าคอมมิชชั่น ค่าโอที ฯลฯ  เดิมทีคำว่า “แรงงานต่างด้าว” มักหมายถึงแรงงานทาส แรงงานจากกลุ่มเชลยศึกของประเทศที่แพ้สงคราม แต่ปัจจุบันสามารถเหมารวมทุกคนที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ต้องทำงานในเมืองไทยให้จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้ นั่นเท่ากับไม่ใช่แค่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจากลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เท่านั้น แต่คนประเทศอื่นไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี หากเข้าเกณฑ์ตามความหมายที่กำหนดก็อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างปลอดภัย...

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาแรงงานต่างด้าวถือเป็นกลุ่มบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ แทบทุกบริการหรือกลุ่มงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้ทักษะ ความเชี่ยวชาญจากพวกเขาเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามการนำเข้าแรงงานต่างด้าวในปัจจุบันมีข้อกำหนดระบุเอาไว้ชัดเจนว่าต้องทำตามเงื่อนไข MOU คำถามที่น่าสนใจสำหรับนายจ้างหลายคนคงหนีไม่พ้น MOU คืออะไร มีความสำคัญต่อการจ้างแรงงานต่างด้าวมากแค่ไหน มีคำตอบมาบอกแล้ว ตอบข้อสงสัย MOU คืออะไร MOU หรือ Memorandum Of Understanding หนังสือหรือเอกสารที่มีการบันทึกข้อตกลง หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เอาไว้เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันในทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน บุคคลทั่วไป ทั้งนี้ต้องมีการลงลายมือชื่อของตัวแทนแต่ละฝ่ายในฐานะของการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้มีผลการบังคับใช้ตามรายละเอียดที่ระบุเอาไว้ อย่างไรก็ตามเนื้อหาใน MOU อาจระบุทุกสิ่งที่ต้องปฏิบัติลงไปอย่างชัดเจนเพื่อขจัดข้อสงสัย ความกังวลใจ หรืออาจมีการอธิบายข้อมูลแบบหลวม ๆ โดยหวังให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องและปฏิบัติตามความเหมาะสม MOU แรงงานต่างด้าว คืออะไร ขณะที่ MOU แรงงานต่างด้าว คือ เป็นหนังสือที่มีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา เกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำเข้าแรงงานของทั้ง 3 ประเทศที่จะเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย...

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายสายอาชีพ หรือกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมแทบทั้งหมดจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นพนักงานสำหรับจัดการหน้าที่ต่าง ๆ ให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าไปได้อย่างคล่องตัว ซึ่งองค์กรใดหากต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวก็ควรต้องรู้วิธีนำเข้าแรงงานเหล่านี้อย่างถูกต้องเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะหากถูกตรวจสอบก็อาจต้องเสียค่าปรับหรือถึงขั้นจำคุกกันเลยทีเดียว นายจ้างที่กำลังจะนำเข้าแรงงานต่างด้าวครั้งแรกต้องอ่านข้อมูลเหล่านี้เลย การนำเข้าแรงงานต่างด้าวต้องทำตามข้อกำหนด MOU สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนายจ้างที่ต้องการแรงงานต่างด้าวต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ MOU (บันทึกข้อตกลง) โดยสามารถทำได้ดังนี้ ยื่น Demand Letter (คำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าว) ส่งไปยังตัวแทนของประเทศต้นทางให้ทำการคัดเลือกแรงงานที่มีความเหมาะสม เมื่อประเทศต้นทำดำเนินการเรียบร้อยก็จะส่งบัญชีรายชื่อกลับมาให้ ยื่นบัญชีแรงงานไปยังเอเจนซี่ของประเทศต้นทางพร้อมแนบเอกสาร  ตท.2 และเอกสารประกอบอื่น ๆ ไปยัง สจจ. / สจก. ซึ่งเอกสารได้แก่  หนังสือรับรองบริษัท (กรณีนิติบุคคล) บัตรประชาชนนายจ้าง ทะเบียนบ้านนายจ้าง แผนที่สถานที่ทำงาน รูปถ่ายสถานที่ทำงานและที่พักของแรงงานต่างด้าว หากเป็นกิจการก่อสร้างต้องมีสัญญาว่าจ้างการก่อสร้าง รายละเอียดความต้องการเกี่ยวกับสวัสดิการต่าง ๆ ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1,900 บาท ทั้งนี้หากนายจ้างดำเนินการด้วยตนเองทั้งหมดต้องทำการวางเงินประกันตั้งแต่ 1,000 บาท สูงสุด 100,000 บาท...

ทุกวันนี้การจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานถือเป็นสิ่งที่นายจ้างจำนวนมากนิยมทำในหลายประเภทธุรกิจ ด้วยปัจจัยสำคัญคือแรงงานเหล่านี้ถูกคัดสรรมาอย่างดีในด้านของการมีทักษะ บวกกับความขยัน อดแทน มุ่งมั่นในหน้าที่ของตนเอง อย่างไรก็ตามการจะจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของ MOU ซึ่งทั้งตัวนายจ้างและลูกจ้างต่างด้าวทุกคนควรรู้เอาไว้เพื่อปฏิบัติตามขั้นตอนให้ถูกต้อง ไม่กังวลใจด้านการถูกปรับหรือส่งตัวกลับประเทศ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ MOU ของแรงงานต่างด้าว การทำ MOU ของแรงงานต่างด้าวเป็นเงื่อนไขสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ว่าด้วยเรื่องของการนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในด้านของการจ้างงาน (Memorandum of Understanding : MOU)  ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน มีค่าใช้จ่ายเห็นพ้องว่าเหมาะสมกับทุกฝ่าย และเมื่อครบวาระการทำงาน 4 ปี หลังจากนั้นเมื่อต่ออายุจะได้อีก 2 ปี และยังต่อได้อีก 2 ปี รวมทั้งสิ้นสามารถทำงานได้ตาม MOU  เป็นเวลา 8 ปี ก่อนจะส่งกลับประเทศ หรือกรณีที่มีมติ ครม. อื่นใดก็สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ การลงนาม MOU...

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันแรงงานต่างด้าวยังคงถือเป็นกำลังสำคัญในหลายภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ทว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทางคณะรัฐมนตรีต้องมีการประชุมเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน กระทั่งมีมติ ครม. ออกมาล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เห็นชอบให้มีการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวด้วยการปรับข้อกฎหมายบางตัวรองรับตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในปัจจุบัน มาศึกษามติในเรื่องนี้กันได้เลย มติ ครม. ล่าสุด 5 กรกฎาคม 2566 แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว คณะรัฐมนตรีได้มีการลงมติเห็นชอบในเรื่องแนวทางบริหารจัดการเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายจากการเสนอของกระทรวงแรงงาน ทั้งกลุ่มแรงงานเถื่อน แรงงานที่ไม่มีเอกสาร การเข้ามาเมือไทงแบบผิดกฎหมาย แรงงานที่อยู่ตามสัญญา MOU 4 หรือ 6 ปี แล้วแจ้งออกเกิน 60 วัน รวมถึงผู้ที่ยังดำเนินการตามมติต่าง ๆ ไม่เรียบร้อย ประกอบด้วย 1. เห็นชอบด้านบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กลุ่มแรงงานที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ประสงค์ทำงานต่อสามารถอยู่ได้ชั่วคราวจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 แต่มีเงื่อนไขต้องดำเนินการตามประกาศที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานได้ออกไว้ ได้แก่ 1.1 แรงงานต่างด้าว 4...

หากมองย้อนกลับไปในตลาดแรงงาน กลุ่มแรงงานต่างด้าวถือเป็นบุคคลที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองไทยมายาวนานหลายทศวรรษมาก ด้วยบางอาชีพคนไทยไม่นิยมทำกันแล้ว เช่น กรรมกรแบกหาม อาชีพด้านการเกษตร การประมง กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สถานประกอบการหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเลือกจ้างแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตามการจัดการภายในที่ดีก็มีส่วนสำคัญเพื่อให้นายจ้างมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ตามมา ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดการจัดการภายในแรงงานต่างด้าวที่ดี 1. ปัญหาในด้านเศรษฐกิจ ต้องอธิบายว่าแรงงานต่างด้าวไม่ได้สร้างความเสียหายในภาคเศรษฐกิจขนาดใหญ่อะไร แต่ในมุมของแรงงานไทยนี่เป็นสิ่งที่สร้างความน่ากังวลใจอยู่ไม่น้อยหากขาดการจัดการภายในที่ดี กลุ่มคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในบ้านเรามีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมืองไทยจ้างด้วยจำนวนเงินมากกว่า แม้อีกมุมของแรงงานไทยมองว่าไม่เพียงพอแต่เมื่อแรงงานต่างด้าวพึงพอใจนายจ้างก็พร้อมจ้างพวกเขามากกว่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคครัวเรือนของแรงงานนั่นเอง 2. ปัญหาในด้านสังคม คนเราร้อยพ่อพันแม่ย่อมมีความคิด การกระทำแตกต่างกันออกไป สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งคือแรงงานต่างด้าวบางคนก็มักสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยไม่น้อย เช่น การเสพยาเสพติด ปัญหาเชิงอาชญากรรม มีผลกระทบชัดเจนต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยจำนวนไม่น้อย แม้จะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ต่างด้าวแต่คนไทยก็มักสร้างปัญหาเองได้ ทว่าในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นปัญหาที่ควรมีการจัดการภายในให้ดีเพื่อลดอัตราการเกิดขึ้น 3. ปัญหาในด้านสาธารณสุข  บุคลาการทางการแพทย์ของเมืองไทยต้องยอมรับว่ายังน้อยมากหากเทียบกับปริมาณคนไข้ที่เข้ารักษาตัวในแต่ละวัน เมื่อต้องบวกกับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานก็ทำให้ภาระงานของคนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพในการรักษาย่อมลดลงเป็นเรื่องปกติ สร้างผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานจำนวนไม่น้อย รวมถึงคนไทยทั่วประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้ารับการรักษาใด ๆ หากเจ็บป่วยทุกคนสามารถพบแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพตนเอง เป็นพื้นฐานเท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง 4. ปัญหาในด้านความมั่นคง อาจถูกมองเป็นเรื่องท้าย ๆ แต่ความจริงก็ยังมีกลุ่มคนต่างด้าวที่พยายามลักลอบเข้ามาในเมืองไทยอยู่พอสมควรโดยเฉพาะตามตะเข็บชายแดนที่มีแนวเขาสูง ป่ารกชัฏ ยากต่อการค้นหาตรวจตราของเจ้าหน้าที่ ในมุมของความมั่นคงอาจไม่ถึงขั้นมีการประท้วงของแรงงาน หรือมีการยึดพื้นที่ใด ๆ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีอยู่แล้วหากมีคนพยายามหนีเข้ามายังประเทศไทย...

ยังคงเป็นคำถามในหลายอุตสาหกรรมแรงงานของเมืองไทย การที่นายจ้างตัดสินใจเลือกจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานเป็นการแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่ มากไปกว่านั้นเหตุผลที่นายจ้างเลือกจ้างกลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับคำถามทั้งหมด เพื่อให้เกิดความกระจ่างพร้อมสร้างความมั่นใจว่าคนไทยเองยังคงมีงานที่ดีเหมาะกับทักษะแบบไร้กังวล แรงงานต่างด้าวแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่ ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจำนวนแรงงานต่างด้าวในเมืองไทยจากสถิติของสภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ ส.อ.ท. มีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ประมาณ 1.4 ล้านคน ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานไทยแล้วยังนับว่าต่างกันอยู่พอสมควร ประกอบกับมีกฎหมายระบุชัดเจนเกี่ยวกับอาชีพที่แรงงานต่างด้าวไม่สามารถทำได้อยู่พอสมควร เช่น งานด้านการขับขี่ยานยนต์ งานเสริมสวย งานนายหน้า / ตัวแทน งานนวดไทย งานมัคคุเทศก์ งานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย งานหาบเร่ขายสินค้า ฯลฯ จาก 2 ปัจจัยนี้ก็พอจะบอกได้ในระดับหนึ่งว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทย แต่เป็นอีกกลุ่มคนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าดีขึ้นกว่าเดิม เทียบง่าย ๆ ในช่วงที่เกิดโรคระบาดขึ้นหลายโรงงาน หลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแรงงานจำนวนมาก ส่งผลถึงขั้นปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนแนวทางของตนเองไปเลยก็มี อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ จำนวนสถิติตัวเลขของแรงงานต่างด้าวนั้นคือกลุ่มคนที่มีการขึ้นบัญชีแบบถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถ้าไปสำรวจแรงงานที่ทำงานจริงก็จะพบว่ายังมีแรงงานข้ามชาติอีกจำนวนไม่น้อยที่ทำงานแบบไม่มีใบอนุญาต และบางงานนายจ้างก็ยินดีรับพวกเขา นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลที่สร้างความกังวลใจเรื่องคนไทยโดนแย่งงาน  แต่ทั้งนี้ก็ยังมีกฎหมายเรื่องบทลงโทษสำหรับผู้จ้างแรงงานต่างด้าวแบบไม่ถูกต้องตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะไม่มีการยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น โทษมีตั้งแต่การสั่งปรับแรงงานตั้งแต่ 5,000 – 50,000...

กลุ่มธุรกิจบริการคืออีกประเภทที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวด้วยเมืองไทยของเราแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งหลังการแพร่ระบาดที่ธุรกิจประเภทนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งธุรกิจจึงเกิดความต้องการแรงงานเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีงานบางประเภทที่พนักงานคนไทยไม่ค่อยนิยมทำจนต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว คำถามคือจะมีอาชีพไหนที่แรงงานเหล่านี้ทำได้บ้าง? เช็กลิสต์อาชีพของแรงงานต่างด้าวในปัจจุบัน ประกาศฉบับล่าสุดจากกระทรวงแรงงานได้มีการกำหนดห้ามแรงงานต่างด้าวประกอบอาชีพจำนวน 40 รายการ โดยมีอาชีพห้ามเด็ดขาดอยู่ 27 รายการ และงานให้ทำได้แบบมีเงื่อนไข 13 รายการ แบ่งออกได้ ดังนี้ 1. อาชีพห้ามแรงงานต่างด้าวทำเด็ดขาด งานแกะสลักไม้  งานขับขี่ยานยนต์ ยกเว้นงานขับรถยก (Forklift)  งานขายทอดตลาด  งานเจียระไนเพชร / พลอย  งานตัดผม / เสริมสวย  งานทอผ้าด้วยมือ  งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ฟาง ไม้ไผ่ ขนไก่ เส้นใย ฯลฯ  งานทำกระดาษสาด้วยมือ  งานทำเครื่องเขิน  งานทำเครื่องดนตรีไทย  งานทำเครื่องถม  งานทำเครื่องทอง / เงิน / นาก  ...

หลังการแพร่ระบาดของโรคที่ทำเอาทั่วโลกปั่นป่วนจนบางธุรกิจต้องบอกลาออกจากวงจรเศรษฐกิจไป แต่ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เรื่อยมาจนเข้าสู่ปี 2566 แนวโน้มเศรษฐกิจของเมืองไทยจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่แรงงานต่างด้าวจำนวนมากกลับมาทำงานได้อีกครั้ง สร้างความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันจับมือเดินหน้าเพื่อประโยชน์ในทุกฝ่ายที่ได้รับอย่างเหมาะสม สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2566 จากรายงานของกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 มีโอกาสเกิดการขยายตัวระหว่าง 2.7 – 3.7% ถือเป็นการเร่งให้เกิดการขยายตัวถึง 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า จากนั้นเมื่อมีการตัดเอาฤดูกาลออกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 1 ของปี 2566 ขยายตัวจากไตรมาส 4 ของปี 2565 ประมาณ 1.9%  ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว ด้านการอุปโภคบริโภคโดยรวมของภาคเอกชนก็จัดอยู่ในเกณฑ์น่าพึงพอใจและคาดว่ามีโอกาสขยายตัวถึง 3.7% การลงทุนในภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัว 1.6% มูลค่าการส่งออกสินค้าคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 1.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วง 2.5 – 3.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.4%...