Author: webmaster

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีความต้องการด้านแรงงานเพิ่มขึ้น และด้วยจำนวนแรงงานชาวไทยมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ จึงจำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพแม่บ้านทำความสะอาด พนักงานในร้านอาหาร ไปจนถึงแรงงานก่อสร้าง  อย่างไรก็ตาม การจ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายอาจเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสำหรับนายจ้าง เพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และต้องเตรียมเอกสารหลายอย่าง โดยเฉพาะเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ที่ต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก การใช้บริการบริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทำงานในประเทศจึงเป็นทางเลือกที่ดี มาดูกันว่าเพราะเหตุใด นายจ้างจึงควรใช้บริการบริษัทตัวแทนนำเข้าแรงงาน ทำไมต้องจ้างผ่านบริษัท บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยบริษัทเหล่านี้จะมีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญช่วยอำนวยความสะดวกและให้คำปรึกษากับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งแต่ละบริษัทอาจมีรายละเอียดการให้บริการที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วการจ้างแรงงานต่างด้าวผ่านบริษัทตัวแทนมีข้อดีหลัก ๆ ดังนี้ เอกสารครบ ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาใหญ่ที่ทำให้นายจ้างหลาย ๆ รายถอดใจกับการจ้างแรงงานต่างด้าวคือขั้นตอนที่ยุ่งยากในการดำเนินการ รวมถึงความไม่รู้หรือไม่เข้าใจในตัวบทกฎหมายที่มีความซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง การใช้บริการจากบริษัทจัดหาแรงงานต่างด้าวจะทำให้นายจ้างสามารถนำเข้าแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและสะดวกสบาย โดยบริษัทจะเข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาแรงงานที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของนายจ้าง การจัดเตรียมและดำเนินการทำเอกสารต่าง ๆ จนถึงขั้นตอนการพาลูกจ้างมายังสถานที่ทำงานในประเทศไทย  มีที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ การมีผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้ว่าจะสามารถนำเข้าแรงงานต่างด้าว MOU ได้เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนี้จะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม อย่างน้อยเมื่อเอกสารสำคัญ เช่น ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) วีซ่า (Visa) หมดอายุ นายจ้างก็จะต้องพาแรงงานต่างด้าวไปดำเนินการต่ออายุตามกฎหมาย นอกจากนี้ระหว่างการทำงานอาจเกิดปัญหาเล็ก...

แรงงาน MoU เมื่อครบวาระ 2 ปีแล้ว ต้องทำยังไง? คลิ๊กที่นี่เพื่อไปฟัง>> https://youtu.be/2zHPtNKwSEM กระบวนการดำเนินการทำ MOU นั้น แรงงานต่างด้าวจะได้รับสิทธิการทำงานในไทยได้ 4 ปี ซึ่งครั้งแรกแรงงานต่างด้าวจะได้รับสิทธิในการทำงาน 2 ปี และหลังจากครบ 2 ปี แรงงานต่างด้าวสามารถขอทำงานต่อได้อีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปี ซึ่งหากนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าวไม่ได้ไปต่อทันในเวลาที่กำหนดอาจทำให้ต้องเสียค่าปรับ หรือต้องดำเนินการทำ MOU ใหม่ การต่อ MoU 2 ปีหลัง สามารถทำล่วงหน้าได้ แต่ไม่สามารถทำได้หากเกินกำหนดแล้ว วีซ่า ต้องดำเนินการต่อล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ 45 วัน ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องดำเนินการต่อล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ 30 วัน ขั้นตอนการดำเนินการต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนใบอนุญาตทำงานขาด ตรวจร่างกาย นายจ้างต้องพาแรงงานต่างด้าวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน...

แรงงานกลุ่ม MOU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่อยู่ในประเทศไทยและแรงงาน MoU (อ่านเพิ่มเติมคลิ๊ก>> https://www.jobsworkerservice.com/รู้จักแรงงานต่างด้าว) ที่กำลังดำเนินการทางรัฐบาลก็ได้มีมาตรการออกมาแก้ไขปัญหาดังนี้                กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ดำเนินการตามขั้นตอน MOU หรือ Memorandum of Understanding คือเอกสารหรือหนังสือที่มีการบันทึกข้อตกลง หรือความเข้าใจระหว่างองค์กร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน โดยตัวแทนของทุกฝ่ายจะต้องลงนามในบันทึกข้อตกลงนั้นเพื่อให้เอกสารมีผลบังคับใช้ ดังนั้นแรงงานต่างด้าว MOU ก็คือแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ข้อตกลง MOU ระหว่างรัฐบาลประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ ในกลุ่มนี้แรงงานจะถือเล่มพาสปอร์ตจากประเทศต้นทาง และมีใบอนุญาตทำงาน วีซ่า ทั้งสิ้น 2 ปี และสามารถทำการยื่นต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเพิ่มได้อีก 2 ปี รวมเป็นทั้งสิ้น 4 ปี และเมื่อครบ 4 ปีแล้ว แรงงานกลุ่มนี้ในสถานการณ์ปกติจะต้องทำการกลับประเทศต้นทาง และดำเนินการทำ MoU กลับเข้ามาใหม่ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา...

การบอกเลิกจ้างพนักงานเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจไม่น้อยสำหรับนายจ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างเช่นที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายบริษัทต้องปลดพนักงานเป็นจำนวนมากเพื่อรัดเข็มขัดและตัดรายจ่ายบางส่วนออก ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีแรงงานที่ถูกเลิกจ้างราว 7 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่าการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 1 เดือน อาจทำให้มีการเลิกจ้างสูงถึง 11-12 ล้านคน เนื่องจากธุรกิจต้องหยุดทำการเป็นเวลานาน เมื่อเกิดการเลิกจ้าง นายจ้างไม่ควรละเลยการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะอาจทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมและมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นได้ โดยกฎหมายการเลิกจ้างพื้นฐานที่นายจ้างควรรู้มีดังนี้ การบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อมีเหตุให้ต้องเลิกจ้างแรงงาน นายจ้างจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามหลักกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฏหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้เกิดการเลิกจ้างที่เป็นธรรม โดยแบ่งเป็น 2 กรณี  สัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลาจ้าง หรือเรียกอีกอย่างว่า สัญญาปลายปิด นายจ้างไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุด โดยสัญญาประเภทนี้จะต้องเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาเริ่มและสิ้นสุดของสัญญาไว้ชัดเจน และโดยทั่วไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้  สัญญาจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาจ้าง หรือเรียกอีกอย่างว่า สัญญาปลายเปิด นายจ้างจำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงงวดการจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงงวดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า การจ่ายค่าชดเชย  แม้ว่าการนำเข้าแรงงานต่างด้าว MOU จะมีการกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ MOU คือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ไม่ถือเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่อน ดังนั้นหากมีการเลิกจ้างแรงงานต่างด้าว หรือแรงงานทำงานครบกำหนดตามระยะเวลาในใบอนุญาต และนายจ้างไม่มีความต้องการที่จะจ้างแรงงานต่อ...

ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าวหลายๆ คนอาจไม่ทราบว่าทะเบียนบ้านของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่านั้นมีความสำคัญอย่างไรในการดำเนินการทำ MOU รวมถึงทะเบียนบ้านพม่าแตกต่างจากทะเบียนบ้านของไทยอย่างไร เรามาทำความเข้าใจในเรื่องนี้กัน -------------------------------------------------------------------------- ทะเบียนบ้านพม่า คืออะไร แตกต่างอย่างไรกับทะเบียนบ้านของไทย? ทะเบียนบ้านสัญชาติพม่า คือ เอกสารที่ใช้แสดงเลขที่ประจำบ้านของแต่ละบ้าน ในทะเบียนบ้านของบ้านแต่ละหลัง จะมีการแสดงรายชื่อของผู้อยู่อาศัย และเจ้าของบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านจะมีได้เพียง 1 คนเท่านั้น โดยในทะเบียนบ้านพม่าไม่มีการจำกัดจำนวนผู้อยู่อาศัย จะแตกต่างจากของไทยที่มีการจำกัดจำนวนผู้อยู่อาศัย ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของที่อยู่อาศัย ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หมวด 4 สุขลักษณะของอาคาร ในมาตรา 24 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมมิให้อาคารใดมีคนอยู่มากเกินไปจนอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้อยู่ในอาคารนั้น ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการมีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กําหนดจํานวนคนต่อจํานวนพื้นที่ของอาคารที่ถือว่ามีคนอยู่มากเกินไป ทั้งนี้โดยคํานึงถึงสภาพความเจริญ จํานวนประชากรและย่านชุมชนของแต่ละท้องถิ่น ได้มีการกำหนดจำนวนคนต่อจำนวนพื้นที่ของอาคารที่พักอาศัยไว้ โดยกำหนดว่าอาคารที่พักอาศัยต้องมีคนอยู่ไม่เกิน 1 คนต่อพื้นที่ 3 ตารางเมตรเท่านั้น ทั้งนี้ในทะเบียนบ้านพม่ามีการระบุรายละเอียดต่างๆ เช่น รายชื่อคนที่อาศัยอยู่ในทะเบียนบ้าน ที่อยู่ บ้านเลขที่ สถานะที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน...

ต่อใบอนุญาตทำงาน สามารถพาแรงงานต่างด้าวไปตรวจคลินิกได้ไหม? หรือ ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเท่านั้น? ประกาศกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน ที่มีการประกาศออกมานั้น มีจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 2,459,785 คน (ข้อมูลล่าสุดจากกรมการจัดหางาน เดือนมิถุนายน 2563) ได้มีการแบ่งแรงงานต่างด้าวออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แรงงานประเภทฝีมือ 155,193 คน แรงงานตลอดชีพ 241 คน ชนกลุ่มน้อย 42,555 คน แรงงานประเภททั่วไป 2,261,796 คน โดยแรงงานประเภททั่วไป แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แรงงานพิสูจน์ สัญชาติเดิม กลุ่มนี้ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในเดือน กุมภาพันธ์ 2564 แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานตาม MoU 992,756 คน (สัญชาติพม่า 509,786 คน สัญชาติลาว...

เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์โรคระบาดของไวรัสโควิด-19  ส่งผลทำให้ทางกระทรวงแรงงาน กรมจัดหางาน ได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้ โดยมีนโยบายชะลอการอนุมัติแรงงานนำเข้าแรงงานต่างด้าว ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม2563 เป็นต้นมา จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้น ทางบริษัท นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ จ๊อบส์ เวิร์คเกอร์ เซอร์วิส จำกัด จึงงดรับงานบริการ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจาก นโยบายดังกล่าวข้างต้น  ซึ่งในขณะนี้ได้ผ่านระยะเวลามานานพอสมควร และการระบาดของไวรัสโควิด – 19 เริ่มทุเลาลง แต่ทางภาครัฐยังคงไม่มีนโยบายในการอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างด้าวเหมือนเดิม     เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับการดำเนินงาน เรื่องนำเข้าแรงงานต่างด้าว ทางบริษัท ฯ จึงเล็งเห็นว่า ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องการรับบริการลูกค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ทราบถึงปริมาณงาน และดำเนินการด้านเอกสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ ยื่นหน่วยงานราชการ เมื่อมีนโยบายเปิดอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างด้าว  ดังนั้น ทางบริษัทจึงมีนโยบาย เปิดรับงานบริการ MOU ล่วงหน้า โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 7...

เมื่อแรงงานต่างด้าวมีบุตร ­­­­ แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย อาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ทำให้นายจ้างเกิดความสงสัยว่า เมื่อแรงงานต่างด้าวตั้งครรภ์ต้องทำอย่างไร สามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้หรือไม่ มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง เรามาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กัน สิทธิการคลอดบุตรแรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยและขึ้นทะเบียนถูกต้องจะได้รับความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมทั้ง 7 กรณี รวมถึงการคลอดบุตร เมื่อแรงงานต่างด้าวตั้งครรภ์สามารถดำเนินการฝากครรภ์และคลอดบุตรตามสิทธิประกันสังคมได้  โดยการคลอดบุตรตามสิทธิประกันสังคม ผู้ประกันตนชายที่เป็นคุณพ่อสามารถเบิกค่าคลอดบุตรแทนภรรยาได้ โดยประกอบด้วย ค่าคลอดบุตรแบบเหมาจ่าย จำนวน 13,000 บาท/ครั้ง (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) เงินสงเคราะห์บุตร เดือนละ 600 บาท โดยจะได้รับตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน หากผู้ประกันตนชายเป็นผู้เบิกเงินค่าคลอดบุตร จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร จำนวน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน เหมือนกับฝ่ายหญิง ดังนั้น หากจะให้ฝ่ายชายเป็นผู้ใช้สิทธิประกันสังคมคลอดบุตร อาจต้องพิจารณาดูดี ๆ ก่อน เพราะจะเสียสิทธิเงินสงเคราะห์หยุดงานไป ในกรณีคลอดบุตรแฝด ผู้ประกันตนชายจะมีสิทธิได้รับเงินประกันสังคม...

ในภาวะปัจจุบันที่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้ เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องดูแลแรงงานต่างด้าวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง และสามารถเข้าถึงประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่แรงงานทุกคนควรจะได้รับ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่าปัจจุบันแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพด้านใดบ้าง จากการศึกษาภาวะสุขภาพและโรคที่สำคัญของคนต่างด้าวในประเทศไทย พบว่าภาวะสุขภาพและโรคติดต่อที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือวัณโรค รองลงมาคือโรคเอดส์ การฉีดวัคซีนเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคซิฟิลิสและโรคหนองใน นอกจากนี้ยังมีโรคท้องร่วง โรคไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง โรคเรื้อน โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคมาลาเรีย ที่เป็นปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานต่างด้าวเช่นกัน สำหรับภาวะสุขภาพและโรคไม่ติดต่ออาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านสุขภาพส่วนตัวของแรงงาน เช่น การตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน ความผิดปกติในทารกแรกเกิด ความดันโลหิตสูง สารเสพติดให้โทษและพิษสุราเรื้อรัง  เนื้อร้ายที่เต้านมและเนื้อร้ายที่ปากมดลูก/มดลูก หรืออาจมาจากการทำงาน เช่น การได้รับอุบัติเหตุขณะทำงาน ภาวะซึมเศร้า เครียด หรือโรคจิตเวชอื่น ๆไม่เพียงแต่ตัวแรงงานเองที่เผชิญอยู่กับปัญหาด้านสุขภาพต่าง ๆ จากรายงานพบว่าเด็กต่างด้าวจำนวนมากมีน้ำหนักน้อยและรูปร่างเล็กกว่าเด็กไทยที่ มีอายุเท่ากัน เนื่องจากเด็กต่างด้าวเหล่านี้ไม่มีเอกสารประจำตัว ทำให้ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค หรือได้รับไม่ครบตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีเด็กส่วนหนึ่งประสบภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งเกิดจากการได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังมีผลไปถึงภาระการรักษาพยาบาลของพ่อแม่เด็กอีกด้วย การบริการด้านสุขภาพที่แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าถึงได้ แรงงานต่างด้าวที่มีสัญชาติกัมพูชา ลาว...

ปัจจุบันผู้ประกอบการตัดสินใจจ้างแรงงานต่างด้าวให้เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากจะได้แรงงานที่มีทักษะการทำงานตรงกับความต้องการและมีอัตราค่าจ้างที่ถูกกว่าแรงงานไทย แต่ถ้าขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต่างด้าวก็อาจทำให้งานมีความเสียหาย ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้นกว่าเดิม การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ทำความรู้จักกับ 'การสื่อสาร' เมื่อพูดถึงคำว่า ‘การสื่อสาร’ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงการพูดคุยกันเป็นอย่างแรก เพราะเป็นวิธีที่เราคุ้นเคยที่สุด แต่อันที่จริงแล้วรูปแบบของการสื่อสารมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยแบบตัวต่อตัว การส่งข้อความ ไปจนถึงการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง โดยรูปแบบของการสื่อสารสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ การสื่อสารโดยใช้ภาษาพูด (Verbal Communication) เช่น การพูดคุยโดยตรง การเขียนรายงานผลการดำเนินงาน การจัดทำคู่มือการทำงาน เป็นต้น การสื่อสารโดยไม่ใช้การพูด (Nonverbal Communication) เช่น การสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง การทำภาพประกอบอธิบายวิธีการทำงาน เป็นต้น ในการทำงานจริงนายจ้างจำเป็นต้องใช้การสื่อสารทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับแรงงานต่างด้าว และในการสื่อสารทั้ง 2 รูปแบบนี้ หากเป็นไปได้นายจ้างควรมีการสื่อสารแบบสองทาง คือ มีการอธิบายงานและให้ลูกจ้างสามารถถามคำถามได้ เพื่อลดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน...